บทที่ 2 เลิกเสแสร้งได้แล้ว
เสียงเรียกอยู่ข้างเตียง ทำให้ฟางซินที่กำลังนอนฝันหวานขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ ผู้จัดการจะเรียกเธอทำไมตอนนี้ นาฬิกาที่ตั้งเอาไว้ยังไม่ทันปลุกเลย ฟางซินจึงหันหน้าหนี พร้อมทั้งดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมหัวเอาไว้
แต่เพียงขยับร่างกาย ก็ต้องแปลกใจเมื่อมันปวดร้าวไปทั้งตัว เมื่อวานเธอก็ไม่ได้ออกกำลังกาย เพียงนอนอ่านบทละครเท่านั้น จะปวดเมื่อยไปทั้งตัวได้ไง
“ฮึก...คุณหนู” เสียงผู้หญิงสะอื้นออกมาไม่หยุด
ฟางซินเอาผ้าห่มออกจากหัวอย่างหงุดหงิด ดวงตาของเธอแทบจะลืมไม่ขึ้น หัวก็ปวดจนแทบจะระเบิดออกมา แต่เสียงเรียกยังไม่ยอมหยุด น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นยินดี ราวกับว่าทำสำเร็จที่สามารถปลุกเธอขึ้นมาได้
“ยังไม่ถึงเวลาตื่นเลย เรียกทำไม”
เสียงภายในห้องเงียบลงทันที ฟางซินเองก็แปลกใจเหมือนกัน ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง เมื่อวานผู้จัดการไม่ได้มาที่ห้องของเธอ อีกทั้งเธอก็อยู่เพียงคนเดียว ครอบครัวของเธออยู่ที่ต่างเมืองทั้งหมด แล้วจะมีคนอื่นอยู่ภายในห้องได้ไง
ฟางซินบังคับให้ตัวเองลืมตาขึ้นมอง สิ่งแรกที่เธอเห็น ห้องนอนหรูใจกลางเมืองปักกิ่ง เครื่องอำนวยความสะดวกที่ครบครันมันไม่มี!!! สิ่งที่เห็นคือเพดานห้องที่ทำด้วยไม้ ม่านมุ่งโปร่งแสงสีชมพูอ่อน ข้างเตียงยังมีเด็กผู้หญิงใบหน้าเปื้อนน้ำตามองมาที่เธออย่างดีใจ
แต่ที่ทำให้ฟางซินต้องกรีดร้องออกมาก็คือ ชุดที่เด็กคนนั้นสวมใส่ มันเป็นชุดโบราณกลางเก่ากลางใหม่
“คุณหนู!!! บ่าวเองเจ้าค่ะ เสี่ยวชิง” เสี่ยวชิงเข้าไปจับตัวฟางซินที่กำลังถอยหนีเอาไว้
นางเองก็ตกใจที่คุณหนูดูเหมือนจะเสียสติไปแล้ว เสียงวุ่นวายภายในห้อง ทำให้คนที่อยู่หน้าห้องร้องถามเข้ามา ทั้งยังมีหญิงชรา และสตรีวัยกลางคนเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าแตกต่างกัน
หญิงชราดูเหมือนจะโล่งใจที่เห็นนางตื่นขึ้นมา แต่สตรีวัยกลางคนใบหน้าดำคล้ำดูไม่พอใจเท่าใดนัก น้ำเสียงที่พูดออกมายิ่งทำให้ฟางซินต้องตกใจเพิ่มไปอีก
“ซินซิน เจ้าจะแกล้งเสียสติหรือ ความผิดของเจ้าครั้งนี้อย่างไรก็อภัยไม่ได้ ตระกูลหลี่รอคำตอบอยู่ ในเมื่อฟื้นขึ้นมาแล้ว เจ้าก็เล่าความจริงทั้งหมดออกมา”
ฟางซินหันไปมองหน้าทุกคนอย่างตื่นตกใจ หญิงชราถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก ไม่ยอมพูดอะไรสักคำ เด็กหญิงที่นางเห็นเป็นคนแรกดูท่าจะร้อนใจและหวาดกลัว เหมือนอยากจะพูดอะไร แต่ไม่ยอมพูดออกมา ได้แต่กัดปากเอาไว้แน่น
“หึ ต่อให้นางไม่ยอมรับก็ต้องลากนางไปจวนหลี่” เสียงเย็นหน้าประตูห้อง ทำให้ฟางซินขนลุกไปทั้งตัว ยังไม่ทันได้เห็นหน้า นางก็รู้ได้ทันทีว่าคนที่พูดทั้งโกรธแค้นและรังเกียจเป็นอย่างมาก
“จื้อเออร์ เจ้ายังไม่ถามญาติผู้น้องของเจ้าสักคำว่านางได้ทำหรือไม่ จะลากนางไปจวนหลี่ให้ได้เลยหรือ” หญิงชราหันไปมองที่หน้าประตูอย่างไม่พอใจ
“ท่านแม่ ท่านให้ท้ายนางจนร้ายกาจเช่นนี้ ต่อไปจะเข้าหน้าตระกูลหลี่ได้อย่างไรเจ้าคะ”
ฟางซินเม้มปากแน่น ใบหน้าของนางซีดขาว มองไปทางคนนั้นพูดทีคนนี้พูดทีอย่างไม่เข้าใจ คำพูดที่ใช้ดูเหมือนนางจะอยู่ในกองถ่ายยุคโบราณ แต่ว่า...นางมาตอนไหน หรือว่าผู้จัดการอุ้มมาตอนที่นางหลับ
“เอ่อ...เรื่องอะไรเจ้าคะ” นางไม่รู้ว่าควรถามเป็นภาษาไหนดี จึงใช้คำพูดตามพวกเขา
ดูเหมือนทุกคนจะเข้าใจไม่เหมือนฟางซิน นางอยากจะถามว่าตอนนี้เล่นเรื่องไหนอยู่ แต่สีหน้าของแต่ละคนที่แสดงออกมา ทั้งบุรุษที่อยู่ด้านนอกตอนนี้ปรากฏตัวอยู่ข้างเตียงนางแล้ว ยังไม่ทันจะมองใบหน้าของเขาให้ดีๆ ว่ามีหน้าตาเช่นใด ก็ถูกลากลงมาจากเตียง
ฟางซินจะทันตั้งตัวได้อย่างไร ถูกเขากระชากแรงเพียงนี้ นางได้แต่ร้องออกมา “โอ๊ยยยย” ขาทั้งสองข้างไร้เรี่ยวแรง ก้นยังกระแทกกับพื้นจนคนภายในห้องได้ยินเสียงชัดเจน
สตรีอีกสามคนที่อยู่ภายในห้องก็คิดไม่ถึงว่าบุรุษที่เข้ามาใหม่จะกระชากนางออกลงมาเช่นนี้
“เลิกเสแสร้งได้แล้ว!!! เจ้าทำเรื่องชั่วช้ายังมีหน้ามาถามผู้อื่นอีกหรือ”
“จื้อเออร์!!!” หญิงชรากับสตรีวัยกลางคนร้องออกมาอย่างตกใจ
ฟางซินเจ็บจนน้ำตาไหลออกมา นางสะบัดมือของเขาออกอย่างแรง ทั้งยังเงยหน้าขึ้นมองด้วยความโมโห “เป็นบ้าอะไร ถามดีๆ ต้องทำร้ายร่างกายด้วยหรือ” นางตวาดออกมาสุดเสียง แต่เสียงที่ออกมาทั้งแหบและเล็ก ราวกับเด็กที่ยังไม่โตเต็มที่
นอกจากทุกคนในห้องจะตกใจแล้ว ฟางซินเองก็ตกใจเช่นกัน ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้น เมื่อยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาดู ก็เห็นว่ายังเล็กกว่าเดิมจนน่าตกใจ พอฟางซินเงยหน้าขึ้นมองทุกคนที่ครั้ง แววตาที่สับสนของหญิงชรา หญิงวัยกลางคนและบุรุษตรงหน้าที่ดูพร้อมจะเข้ามากัดคอนางทุกเมื่อ เด็กหญิงที่เรียกตัวเองว่าเสี่ยวชิงก็ตัวสั่นกลัวจนคุกเข่าก้มหน้าอยู่กับพื้น เพียงชั่วอึดใจที่ฟางซินสังเกตทุกคน สติของนางก็ดับไปอีกครั้ง
อาจจะเป็นเพราะนางหมดสติ ทุกคนจึงออกไปจากห้อง เหลือเพียงเสี่ยวชิงอีกคนที่ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตียงของนาง แม้ฟางซินจะตื่นขึ้นมาแล้ว แต่เสี่ยวชิงดูเหมือนจะไม่รู้ตัว ด้วยนางลืมตานิ่งๆ ไม่ขยับหรือส่งเสียงอะไรออกมา
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด แต่ฟ้าด้านนอกมืดไปเสียแล้ว ฟางซินคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนางกำลังฝัน แต่ยามนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่แล้ว ลืมตาตื่นอีกครั้งภาพตรงหน้าก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน สิ่งที่ช่วยยืนยันอีกอย่างก็คงเป็นเสี่ยวชิง
ไหนบทละคร นิยายบอกว่าคนทะลุมิติมาจะมาพร้อมความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมยังไงเล่า แต่ดูเหมือนในร่างนี้ไม่เหลืออะไรทิ้งไว้ให้เลย แม้แต่ชื่อเจ้าของร่างฟางซินก็ไม่รู้ว่ามีชื่อว่าอะไร
